boran

pra

pra1

                                   

 

 img1 img

                 pra2                  

 jadee2
pra3

boran1

jadee2

สถานที่สำคัญของตำบลหนองผักนาก

 

               1.ดอนตลาด  ตั้งอยู่หมู่ที่ 2   เป็นบริเวณที่พบศิลปวัตถุแตกกระจัดกระจายทั่วดอนมากกว่าที่อื่น

               2.ดอนแห่นาค  ตั้งอยู่หมู่ที่ 2  เดิมเป็นบริเวณที่มีการละเล่นม้าล่อช้างในงานแห่นาคก่อนที่จะนำนาคเข้าอุโบสถ     

               3.ทุ่งหนองกระทุ่มนาลาว  ตั้งอยู่หมู่ที่ 3  คือที่ทำนาของคนเชื้อสายลาว อยู่บริเวณด้านใต้ที่พักสายตรวจบ้านดอนยาว              

               4.เตาขนมจีน  ตั้งอยู่หมู่ที่ 4  อยู่ทางด้านตะวันตกวัดหนองโรง และหมู่บ้านเดิมเป็นหนองน้ำขนาดใหญ่ยาวรีคล้ายเตาขนมจีน เนื้อที่ประมาณ 5 ไร่เศษ              

               5.วัดหนองกาเล  หรือออกเสียงเป็นหนองกะเล ตั้งอยู่หมู่ 5 เป็นวัดร้าง ชาวบ้านละแวกนั้น            เคยเรียกว่า  ดอนวัด อยู่ทางทิศเหนือของหมู่บ้านหนองผักนาก ด้านเหนือของบริเวณนี้จะมีบ่อน้ำร้อน ซึ่งเรียกกันว่า บ่อแร่ แต่ได้ไถกลบไปเมื่อประมาณ พ.ศ. 2525

                   6.วัดต่ำ   ตั้งอยู่หมู่ที่  5   เป็นวัดร้าง เป็นที่ตั้งของชุมชนคนเชื้อสายลาว อาชีพของคนลาวในสมัยนั้น คือ การทำนา ปลูกฝ้าย และหาของป่า

                7.โรงฝาง   ตั้งอยู่หมู่ที่ 5   คือที่รับซื้อของป่าตั้งอยู่กลางหมู่บ้าน        

                   8.ศาลตา   ตั้งอยู่หมู่ที่  5  ทางทิศตะวันออกของโรงเรียนวัดหนองผักนาก เป็นศาลประจำหมู่บ้านมีผู้เล่ากันต่อๆ มาว่าเดิมมีหัวหน้าหมู่บ้านชื่อนายตา เป็นผู้สร้างศาลแห่งนี้เพื่อเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของชาวบ้าน

ปราชญ์ชาวบ้านของตำบลหนองผักนาก

 

                   นายสถิตย์   สว่างศรี  อยู่บ้านเลขที่ 101 หมู่ 6 ตำบลหนองผักนาก อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี ปัจจุบันอายุ 57 ปี เริ่มทำตอนอายุ 16 ปี โดยมีพ่อเป็นครูผู้สอน และสืบทอดต่อกันมาจะมีการไหว้ครูทุกปีสิ่งศักดิ์สิทธ์นับถือพระฤษีโคมะระพัด

                      เครื่องประกอบพิธี

                      1. หมาก     3     คำ

                      2. เหล้า      1     ขวด

                      3. เงิน        6     สลึง

                      4. ขนมต้มแดง ต้มขาว(เฉพราะโรคไตร)

 

การละเล่นพื้นบ้านและเพลงพื้นบ้าน/นิทานพื้นบ้าน

 

                 การละเล่นพื้นบ้าน  จะเล่นกันในช่วงประเพณีสงกรานต์ที่วัดหนองผักนากเมื่อใกล้ถึงวันสงกรานต์หนุ่มสาวจะพร้อมใจกันตำข้าวเปลือกเป็นข้าวสาร และหาฟืนไว้ให้เพียงพอในเทศกาลสงกรานต์ พอถึงวันสงกรานต์ตอนเช้าชาวบ้านจะออกไปทำบุญที่วัด มีการจัดรดน้ำขอพรผู้สูงอายุ ตอนบ่ายคล้อยหนุ่มสาวจะเล่นรำกลองยาว ลูกช่วง ไม้หึ่ม ตี่จับ งูกินหาง ม้าแข่งเมือง แห่แมวขอฝนไปตามหมู่บ้าน ตอนกลางคืนหนุ่มสาวจะเล่นตีตูม มอญซ่อนผ้า ปิดตาตีหม้อ และอื่นๆ แสงไฟในการเล่นใช้ฟืนที่หามาก่อเป็นไฟรอบๆ สถานที่

                 เพลงพื้นบ้าน    จะเล่นในช่วงงานประจำปีปิดทองพระวัดหนองผักนากปีละ 1 ครั้ง ประมาณกลางเดือน 4 ของทุกปีตอนกลางคืนจะมีการละเล่นเพลงฉ่อย  เพลงพิษฐาน

                     

นิทานพื้นบ้าน

               วรรณคดีพื้นบ้าน เรื่องขุนช้างขุนแผน “ตอนขุนแผนย่างกุมารทอง”(เกิดขึ้นที่วัดโป่งแดง)

                 ขุนแผนต้องโทษจากพระพันวษาให้ตระเวนไพร ขุนแผนต้องหนีไปพึ่งหมื่นหาญ คนสำคัญที่บ้านซ่อง หรือบ้านหนองบัวหิ่ง หมื่นหาญเห็นใจขุนแผนคราวมีทุกข์เข้ามาพึ่งจึงรับไว้ให้อยู่กินหลับนอนอย่างสุขสบาย แต่หมื่นหาญมีลูกสาวสวยเป็นที่ต้องตาของชายอื่นทั่วไปๆ ชื่อบัวคลี่ เกิดต้องตารักใคร่ขุนแผนขึ้น แล้วได้เสียกับขุนแผนจนตั้งท้อง หมื่นหาญทราบเรื่องราวว่าลูกสาวมีท้องกับขุนแผนก็โกรธแค้นคิดฆ่าขุนแผน เลยออกอุบายให้นางบัวคลี่ฆ่าขุนแผนเสียให้ตาย แต่ขุนแผนเกิดรู้ตัวเสียก่อนจึงคิดฆ่านางบัวคลี่โดยหลอกขอลูกในท้อง เมื่อนาง บัวคลี่เผลอตกปากรับคำ ขุนแผนจึงผ่าท้องเอาลูกเพศชายจากนางบัวคลี่ แล้วหนีหมื่นหาญไป แล้วขุนแผนนำ    ลูกชายไปย่างไฟในอุโบสถวัดโป่งแดง ก็ตั้งชื่อให้ลูกชายที่ย่างเสร็จว่า “กุมารทอง”

    นิทานพื้นบ้านหนองโรง

 

                      บ้านหนองโรง มีเศรษฐีคนหนึ่งชื่อพันลึก เป็นคนร่ำรวย และมีลูกสาวสวยอยู่คนหนึ่งชื่อ พิม ความงามของลูกสาวเศรษฐีพันลึก เป็นที่ต้องตาต้องใจ ของชายหนุ่มทั่วไป ขณะนั้นเองก็มีลูกเศรษฐีชื่อสำเภา อยู่บ้านชัฏหวาย เหนือตลาดสามเพ็ง และก็มีลูกเศรษฐีอีกคนหนึ่งชื่อโพธิ์ทอง  อยู่บ้านคลองขอม ต่างรักชอบนางพิมคนเดียวกัน แล้วทั้งสองคนต่างก็รบเร้าให้พ่อไปสู่ขอนางพิมให้ตัวเอง พ่อของ   ทั้งสองจึงไปหาฤกษ์ยามวันที่จะไปสู่ขอแต่วันที่จะไปสู่ขอก็ดันไปตรงกันอีก เมื่อถึงวันได้ฤกษ์ทั้งสองฝ่ายจึงไปพร้อมกันที่บ้านเศรษฐีพันลึก เมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นเช่นนั้น เศรษฐีพันลึกเกิดความคิดขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหา  ที่เกิดขึ้น จึงพูดกับพ่อของฝ่ายชายว่าเงินทองของเรามีมากมายหลายโกฏิแล้วไม่มีความประสงค์อยากได้เงินทองเป็นสินสอดลูกสาวหรอก ขณะนี้เรามีสินค้าเป็นของป่าเก็บไว้ในโกดังมากมาย จะลำเลียงไปขายที่แม่น้ำท่าจีน  ก็แสนลำบากเพราะไม่มีถนนเพื่อนำสินค้าใส่เกวียนไปขาย ถ้าลูกชายของท่านรักลูกสาวของข้าจริง ขอให้ลูกชายของท่านทำถนนจากบ้านของท่านคนละสายให้ได้ถนนกว้าง 12 เมตร ยาว 5 กิโลเมตร ถึงบ้านหนองโรง   แต่มีข้อแม้ว่าต้องทำเพียง 1 วัน กับ 1 คืนเท่านั้น ให้ถนนแล้วเสร็จก่อนดาวประกายพฤกษ์ขึ้น ใครทำเสร็จก่อนจะยกลูกสาวให้เป็นภรรยา โดยไม่ต้องเสียค่าสินสอดทองหมั้นแต่อย่างใด เมื่อถึงวันเวลานัดหมายทำถนน  หนุ่มสำเภา และหนุ่มโพธิ์ทองก็ได้เกณฑ์ลูกน้องของตนทำถนนขึ้นพร้อมกันโดยหนุ่มสำเภาทำที่บ้านชัฏหวาย ส่วนหนุ่มโพธิ์ทองทำที่บ้านคลองขอม ฝ่ายหนุ่มโพธิ์ทองมีทีท่าว่าจะทำถนนได้ไกลกว่าฝ่ายหนุ่มสำเภา ฉะนั้น  ฝ่ายหนุ่มสำเภาจึงใช้อุบายให้ลูกน้องกลุ่มหนึ่งไปทำถนนดักรออยู่ให้ใกล้บ้านหนองโรง เพื่อทำเป็นว่าทำถนนจะเสร็จอยู่แล้ว และให้ลูกน้องกลุ่มหนึ่งไปทำโคมไฟชักรอกให้ขึ้นไปให้สูงทางด้านทิศตะวันออกเพื่อจะให้รู้ว่า ดาวประกายพฤกษ์ขึ้นแล้ว และให้กลุ่มที่ดักรออยู่ใกล้บ้านหนองโรงร้องไชโย   โห่ฮิ้วว่าถนนเสร็จถึงปลายทางแล้ว  ฝ่ายหนุ่มโพธิ์ทองเมื่อเห็นโคมไฟลอยขึ้นทางด้านทิศตะวันออกก็คิดว่าดาวประกายพฤกษ์ขึ้นแล้ว ก็เลย หมดกำลังใจที่จะทำถนนต่อไปสั่งให้ลูกน้องของตนหยุดทำถนนทันทีถนนเส้นนี้สิ้นสุดแค่บ้านดอนกลางหน้าวัดทุ่งสามัคคีธรรม ด้านตะวันออกชาวบ้านจึงเรียกถนนสายนี้ว่า“ถนนด้วน” ฝ่ายหนุ่มสำเภาเห็นได้ทีจึงรีบสั่งให้ลูกน้องรีบทำถนนช่วงที่เว้นไว้จนเสร็จพอดีกับเวลา ทางฝ่ายเศรษฐีพันลึกก็ได้เตรียมงานใหญ่โตเพื่องานแต่งให้ลูกสาว ตามสัญญาที่ให้ไว้กับฝ่ายชายจึงสั่งลูกน้องเตรียมอาหารไว้เลียงแขก และให้ขุดเตาขนมจีนขึ้นที่หลังบ้าน ในเช้าวันนั้นเองหนุ่มสำเภาก็ได้จัดขบวนขันหมากและแห่ขันหมากมาบ้านเศรษฐีพันลึก เพื่อแต่งงานกับนางพิม หนุ่มสำเภากับนางพิมก็อยู่กินเป็นสามีภรรยา จนมีลูกเต็มบริเวณบ้านหนองโรงทุกวันนี้